CareerVisa @ Creative Talk Conference 2020

  • by

CareerVisa at Creative Talk Conference 2020

 
เมื่อวันอาทิตย์ที่ 19 มกราคม 2563 ที่ผ่านมาคุณธีรยา ธีรนาคนาท Co-founder ของ CareerVisa ได้มีโอกาสไปแชร์มุมมองเกี่ยวกับอาชีพในอนาคต ใน Panel Discussion ร่วมกับ Adecco และ DayWork ในหัวข้อ Future of work โดยเฉพาะที่เกี่ยวข้องกับ Open Talent Economyซึ่งการทำงานอิสระใน Open Talent Economy มีข้อดีโดยสรุปดังนี้

 

ข้อดี

  1. ถ้าเก่งจริงจะได้ค่าตอบแทนสมน้ำสมเนื้อ ไม่ต้องรอคิวได้รับการเลื่อนตำแหน่ง ไม่ต้องเล่นการเมืองภายในบริษัท จากงานวิจัยของ Professor Paul Oyer จาก Stanford University ในอเมริกา freelance ได้รายได้น้อยกว่าพนักงานประจำ 6% ต่อปี แต่ได้รายได้ต่อชั่วโมง มากกว่าพนักงานประจำ 15% แต่ไม่ใช่ทุกคน เฉพาะคนที่เก่งเท่านั้น
  2. ปริญญาคงไม่ใช่ตัวตัดสินอีกต่อไป ทักษะและผลงานจริงมากกว่า อาจทำให้ความเหลื่อมล้ำลดลง เนื่องจากคนที่ไม่มีเงินเรียนพิเศษ ไม่สามารถเข้ามหาวิทยาลัยชื่อดังได้ อาจค้นพบความสามารถนอกรั้วมหาวิทยาลัย และงานอิสระทำให้ไม่ต้องไปแข่งกันเข้าบริษัทใหญ่ที่เลือกเฉพาะคนจบ ม.ดัง เกรดสูง
  3. อิสระ จะทำกี่งาน กี่วันก็ทำได้ ทำงานไปด้วยเลี้ยงลูกไปด้วยก็ได้ เป็นทั้ง travel blogger และ programmer พร้อมๆ กันก็ได้ แต่ถ้าหยุดทำ หรือจะชิล รายได้ก็หดหายตาม
  4. ย้ายงานได้บ่อยตามที่ต้องการ จากการสำรวจของ Gallup คนทั่วโลก 86% ไม่พอใจในงานตนเอง ก็ไม่ต้องรอครบ 1 ปี เดี๋ยว resume ไม่สวยอีกต่อไป กลายเป็นเรื่องปกติที่จะเปลี่ยนงานทุก 3 เดือน หรือ ทุก 5 วันเลยก็ได้ ถ้า project จบแล้ว ยิ่งเคยมีงานหลากหลาย ยิ่งมีโอกาสได้ค่าตอบแทนสูง
  5. ไม่มีปัญหาไม่ชอบหน้าเจ้านาย หรือ เพื่อนร่วมงาน แล้วยังต้องฝืนเป็นปีๆ เพราะความสัมพันธ์เป็นแบบหลวมๆ ระยะสั้น และส่วนใหญ่ลูกค้าก็ต้องง้อ

ข้อเสีย

  1. ไม่มีความมั่นคง ไม่มีสวัสดิการ อยากได้ต้องเสียเงินเอง เช่นประกันสุขภาพ ประกันอุบัติเหตุ ฟิตเนส ประกันสังคมก็ต้องจ่ายเองโดยไม่มีบริษัทคอยทบ ถ้าหยุดทำงานเพราะป่วย หรือคลอดลูกก็ไม่ได้เงินเดือน ไม่ได้เงินชดเชย (แม้มีประกัน เพราะพิสูจน์ยากว่าสูญเสียรายได้เท่าไหร่)
  2. บัตรเครดิตก็จะทำยากกว่าพนักงานประจำ ทำให้การใช้เงินอย่างฉลาด รูดเก็บแต้ม สิทธิประโยชน์ต่างๆ ก็ลำบาก
  3. การแข่งขันสูงมาก แข่งกับคนทั้งโลก บางตำแหน่งไทยที่แย่งตัวกัน เงินเดือนเฟ้อๆ อาจจะไม่แพงแล้ว เพราะต้องแข่งกับคนอาชีพเดียวกัน จากอินเดีย จีน และเวียดนาม ซึ่งมีจำนวนมาก และค่าแรงก็จะเกลี่ยกันไปในโลก ไม่ได้ขึ้นกับค่าครองชีพแต่ละประเทศมากเท่าในอดีต
  4. ถ้าไม่ได้ภาษาอังกฤษ และภาษาจีนก็จะลำบาก เพราะเป็นการปิดโอกาสตนเอง เหลือแค่ตลาดในประเทศ ในขณะที่ต่างชาติเข้ามาแย่งงานได้
  5. ถ้าไม่เก่งจริงจะไม่มีใครจ้าง เพราะเค้าสามารถหยุดจ้างได้ทันทีไม่ต้องกลัวโดนฟ้องเพราะกฎหมายแรงงาน จบโปรเจคก็แยกย้าย
  6. ต้องอัพเดทตัวเองตลอดเวลา เพราะความต้องการในตลาดแรงงานเปลี่ยนแปลงรวดเร็ว ทำให้ไม่ได้เติบโตขึ้นเป็นไซโล จากผู้ปฏิบัติงานเป็นผู้จัดการ เป็นผู้บริหารบริษัทในสายงานเดิม หรือบริษัทเดิม อาจต้องเปลี่ยนหน้าที่จาก marketing เป็น graphic designer หรือ data analyst ได้ อาจเปลี่ยน industry จาก banking ไปเป็น e-commerce หรืออื่นๆได้เสมอ
  7. ต้องทำ marketing ตัวเองเก่ง สร้าง personal branding และ portfolio ได้ดี 

 

 

สำหรับบริษัท

 

การจ้างงานผู้ทำงานอิสระ (freelance, independent consultants etc.) เป็นการลด fixed cost ทั้งเงินเดือน และสวัสดิการ ไม่ต้องมี career path หรือ training ให้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในวันที่มีความเปลี่ยนแปลงเกิดขึ้นอย่างรวดเร็ว เพราะ digital disruption ถ้าคนไหนปรับตัวไม่ทัน เก่งขึ้นไม่เร็วพอ ก็ไม่ต้องจ้างอีก แต่ความเสี่ยงก็ไม่ใช่น้อย อย่างเช่น sense of ownership หรือ commitment หากสิ่งที่เราจ้างเค้าไปมันไม่ได้ใช้ครั้งเดียวทิ้ง เราลงทุนไปเยอะก็หวังว่าจะใช้ยาวๆ แต่มักมีปัญหาว่างานเสร็จก็จบกัน ไม่มีการแก้ปัญหาที่ตามมาให้ในภายหลัง หรือทำงานไว้ไม่เป็นระเบียบ คนอื่นมาทำต่อไม่ได้ ก็ว่าเค้าไม่ได้ เพราะเค้าไม่ใช่พนักงานเรา ไม่ได้มองว่าสิ่งนี้เป็นของเค้าอยู่แล้ว

บริษัทคงต้องเลือกว่าอะไรที่เป็น core competitive advantage ของตัวเอง สิ่งนั้นไม่ควร outsource หรือใช้ Open Talent แต่ควรจ้างพนักงานประจำ In-house มากกว่า

ส่วนที่จะจ้าง Open Talent ก็ต้องคิด compensation scheme ให้เหมาะสมกับธรรมชาติของงาน และสิ่งที่เราคาดหวังจาก freelancer เหล่านั้น อาจจะต้องมี compensation ต่อเนื่อง เพื่อให้การทำงานร่วมกันมีประสิทธิภาพมากที่สุด

 

 

#CTC2020 #CareerVisa

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *